| อนุแก้รธน.ยอมรื้อที่มาส.ว.เลือกตั้ง200คน |
| วันพุธที่ 20 พฤษภาคม 2009 เวลา 14:54 น. |
|
พรรคประชาธิปัตย์ เสนอแก้รัฐธรรมนูญ 5 ประเด็น 237 หากไม่ยุบพรรคต้องลงโทษคนผิด-กก.บห. ด้านอนุกรรมการแก้รธน.เสียงข้างมากแก้มาตรา 190-255-256 เสนอเปลี่ยนแปลงที่มาส.ว.ให้มาจากการเลือกตั้ง 200 คนแบะท่ายืดอายุส.ว.สรรหาอยู่ครบ 6 ปี การประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง มีพล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ส.ว.สรรหา เป็นประธาน และนายถวิล ไพรสณฑ์ อนุกรรมการสัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ได้เสนอประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในส่วนของพรรค 5 ประเด็น ดังนี้ 1.มาตรา 111-121 ที่มาส.ว.และอำนาจหน้าที่ ต้องให้สอดคล้องกันและดำเนินการในเวลาที่เหมาะสม 2.มาตรา 190 ให้มีบทบัญญัติที่ชัดเจนว่ามีหนังสือสัญญาสันติภาพ สัญญาสงบศึกและสัญญาอื่นกับนานาประเทศ หรือกับองค์กรระหว่างประเทศลักษณะใดบ้างที่ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา และถึงแม้ว่าจะบัญญัติให้มีกฎหมายในกรณีนี้ได้ แต่ก็สามารถออกกฎหมายได้เฉพาะการกำหนดขั้นตอนและวิธีการจัดทำหนังสือสัญญาเท่านั้น แต่ไม่ได้ให้อำนาจในการออกกฎหมายในเรื่องอื่นๆได้ จึงทำให้มีปัญหาในทางปฎิบัติอยู่มาก จึงเห็นควรปรับปรุงใหม่ให้มีความชัดเจน หรือมีอำนาจการออกกฎหมายเพื่อกำหนดว่ามีเรื่องใดบ้างที่ต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภา 3.มาตรา 237 หากไม่ให้มีบทลงโทษยุบพรรค เพราะการยุบพรรคมีผลกระทบต่อสมาชิกพรรคที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดด้วยแต่อย่างใดนั้น ควรคงการลงโทษผู้กระทำผิดและการลงโทษคณะกรรมการบริหารพรรคเมื่อมีการกระทำความผิด 4.มาตรา 256 (1) ให้ส.ส.สามารถดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมืองได้ ทั้งนี้เพื่อให้ส.ส.ได้มีโอกาสเรียนรู้งานและมีประสบการณ์ในการทำงานเพื่อมีความพร้อมในการทำงานในตำแหน่งสำคัญของประเทศชาติต่อไป 5.มาตรา 266 ให้ส.ส.หรือส.ว.ในฐานะตัวแทนของประชาชนสามารถนำความเดือดร้อนของประชาชนไปแจ้งยังหน่วยงานของรัฐได้ จากนั้นที่ประชุมได้หารือในมาตรา 190 เกี่ยวกับสนธิสัญญา แต่เนื่องจากนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง และนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย อดีตส.ส.ร.2550 และอนุกรรมการฯ ยังไม่เข้าร่วมประชุมทำให้ที่ประชุมได้ถกเถียงกันว่าต้องรอความเห็นของทั้ง 2 คนหรือไม่ ซึ่งนายอรรคพล สรสุชาติ อนุกรรมการฯ สัดส่วนพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า ทราบดีว่าทั้งสองคนคิดอย่างไร เพราะที่ผ่านมาก็ให้สัมภาษณ์ทางสื่อมาตลอด แล้วเรื่องนี้ไม่ได้เป็นผลประโยชน์กับใครแต่เป็นประโยชน์กับประเทศชาติ ดังนั้น ควรนำเรื่องนี้มาพิจารณาเลย ไม่ต้องรอ ส่วนพรรคชาติไทยพัฒนาเสนอให้แก้ไขมาตรา 190 พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวว่า ข้อเสนอของพรรคประชาธิปัตย์ในมาตรา 190 ตรงกับปัญหาจริงๆ ถ้าเขาเสนอแก้ไขแบบให้รัฐบาลทำงานได้ เขาเสนอให้แก้ไขวรรคสอง นายประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช ผู้ทรงคุณวุฒิจากพรรคเพื่อไทย ได้เสนอให้มีการตัดวรรคสามของมาตรา 190 ทิ้ง ผู้สื่อข่าวรายงานว่าอนุกรรมการของพรรคการเมืองต่างเห็นด้วยที่จะให้มีการแก้ไขมาตรา 190 เพื่อเปิดทางให้รัฐบาลได้ทำงานสะดวกมากขึ้น ส่วนจะแก้ไขหรือมีการปรับข้อความในวรรคใดบ้างนั้นค่อยหารือกันอีกครั้ง จากนั้นที่ประชุมได้มีการหารือประเด็นการห้ามสมาชิกรัฐสภา ไม่ให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและห้ามแทรกแซงฝ่ายบริหารในมาตรา 265 (1) และมาตรา 266 โดยที่ประชุมอนุกรรมการฯต่างเห็นตรงกันว่าควรที่จะแก้ไขเพื่อเปิดโอกาสให้ส.ส.เข้ามาทำงานทางการเมืองได้ เพื่อให้สอดคล้องกับที่รัฐธรรมนูญเขียนว่าส.ส.สามารถไปเป็นรัฐมนตรีได้เช่นเดียวกัน นายวิรัช รัตนเศรษฐ อนุกรรมการฯสัดส่วนพรรคร่วมใจไทยชาติพัฒนา กล่าวว่า ไม่รู้ว่าทำไมส.ส.ร.2550 ถึงเขียนไว้ละเอียดขนาดนี้ ที่ไม่ให้ ส.ส.เป็นตำแหน่งโน้นตำแหน่งนี้ ตอนนี้กลายเป็นว่าส.ส.กลายเป็นเสือกระดาษ ไม่มีอำนาจอะไรในมือ แต่การที่กำหนดไว้เช่นนี้ความเป็นจริงก็มีนอมินีอยู่ จึงอยากให้มีการแก้ไข โดยเปิดให้ส.ส.ไปเป็นเลขานุการรมต.ได้ เพื่อให้เขาได้หายใจสักนิด จากนั้น ที่ประชุมได้หยิบยกประเด็น ที่มาส.ว. โดยอนุกรรมการฯ จากพรรคการเมืองต่างเห็นด้วนที่จะเปลี่ยนแปลงที่มา ส.ว.ไปเป็นแบบเลือกตั้งทั้งหมด 200 คนโดยนายอรรคพล ได้เสนอว่าหากอำนาจยังเหมือนเดิมก็ขอให้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด แต่หากจะให้มาจากการสรรหาทั้งหมด ก็ขอให้แก้เรื่องอำนาจของวุฒิสภา นายนิพนธ์ วิศิษฐ์ยุทธศาสตร์ อนุกรรมการฯสัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า หากยึดหลักประชาธิปไตยตัวแทนประชาชนต้องมาจากการเลือกตั้ง ซึ่งส.ว.ปี 2550 ถือว่าเป็นภาคพิสดาร เพราะมีส่วนหนึ่งมาจากการเลือกตั้งและอีกส่วนมาจากการสรรหา ซึ่งหากจะแก้ไขให้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ก็ต้องมีบทเฉพาะการเพื่อให้ส.ว.สรรหาในตอนนี้อยู่จนครบวาระก่อนแล้วค่อยให้มีการเลือกตั้ง พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวว่า หากเทียบส.ว.ปีที่แล้วกับส.ว.ปีนี้จะเห็นว่าส.ว.ปีนี้มีข่าวอื้อฉาวน้อยกว่าส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้งปีที่ผ่านมา ก็เพราะรัฐธรรมนูญปี 2550 กำหนดว่าส.ว.ต้องไม่ยุ่งเกี่ยวการเมือง 5 ปี ห้ามเป็นญาติกับนักการเมือง จึงทำให้ไม่ยึดโยงกับการเมือง ทั้งนี้ ช่วงท้ายของการประชุมพล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวว่า อนุกรรมการฯจะดูเฉพาะประเด็นหลักที่เห็นว่ามีผลต่อประชาธิปไตย ความรู้สึกนึกคิดของประชาชนไม่เป็นธรรม มีความได้เปรียบเสียบทางการเมือง ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญในระยะยาว ก็ควรให้มีการตั้งสภาปฏิรูปการเมืองขึ้นมาพิจารณาว่าต้องแก้ไขในประเด็นใดบ้าง |