|
เมื่อนปช.ยกระดับป่วนถึงเวลาที่รัฐบาลต้องยกระดับปราบ |
|
วันอาทิตย์ที่ 16 พฤษภาคม 2010 เวลา 23:41 น. |
|

เมื่อนปช.ยกระดับป่วน ถึงเวลาที่รัฐบาลต้องยกระดับปราบ
สถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มนปช. ที่รัฐบาลคุมเชิงมานานหลายสัปดาห์ โดยยอมอดทนประนีประนอมหลากหลายวิธี รวมถึงแผนปรองดอง 5 ขั้นตอน ก็ยังไม่สามารถทำให้สถานการณ์คลี่คลายลงได้ ตรงกันข้าม สถานการณ์เวลานี้ การกระทำของกลุ่มนปช. ได้ออกมาเคลื่อนไหวป่วนเมืองอย่างต่อเนื่อง และได้ลุกลามสร้างความเดือดร้อนให้ผู้คนเป็นวงกว้างมากขึ้นทุกที ซึ่งสิทธิในการแสดงออกที่แกนนำเสื้อแดงอ้างว่าเป็นสิทธิของประชาชน กระทำการละเมิด คุกคาม สร้างความรุนแรงต่อผู้อื่น ถือเป็นการชุมนุมออกนอกกรอบที่รัฐธรรมนูญกำหนด
แต่รัฐบาลกลับทำอะไรได้ไม่มาก กลับกลายเป็นผลให้กระแสสังคมหันมาถล่มรัฐบาล เพราะผิดหวังกับท่าทีที่รัฐบาลไม่สามารถคลี่คลายสถานการณ์ที่ส่อเค้าบานปลายได้ ที่สำคัญคือ ทุกฝ่ายในบ้านเมืองยังมองไม่เห็นความหวังว่าปัญหานี้จะจบลงได้เมื่อไร และอย่างไร
ทำให้หลายฝ่าย เรียงหน้าออกมาตั้งคำถามต่อรัฐบาลมากขึ้น ถึงท่าทีและการตัดสินใจ โดยเฉพาะข้อกังขาที่ไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด แต่กลับปล่อยให้แกนนำ นปช.และม็อบกระทำการละเมิดกฎหมายหนักข้อขึ้นทุกที
รวมทั้ง หลายองค์กรได้ออกมาจี้รัฐบาลบังคับใช้กฎหมายกับแกนนำและกลุ่มผู้ชุมนุมที่ทำผิดกฎหมายตามความเหมาะสม ตามหลักสากลเพื่อให้เหตุการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติ
ดังนั้น เวลานี้ทางเลือกหนึ่งของรัฐบาลเรื่องการใช้กำลังผลักดันหรือสลายกลุ่มผู้ชุมนุม ก็เริ่มมีกระแสและเสียงสนับสนุนดังขึ้นทุกที เพราะเห็นว่าสถานการณ์ขณะนี้จำเป็นต้องใช้กำลัง เพราะเกรงว่าหากรัฐบาลตัดสินใจล่าช้า สถานการณ์อาจไปไกลจนถึงขั้นเกิดจลาจลหรือสงครามกลางเมืองโดยเห็นว่ารัฐบาลไม่ควรปล่อยให้ความเสียหายเกิดขึ้นก่อน ความรู้สึกของคนหลายส่วนในสังคม ก็คงคิดไม่ต่างกัน ทว่าความจริงแล้วที่ผ่านมาฝ่ายรัฐบาลเองก็อดทน รอจังหวะและรอกระแส
ท้ายสุด เมื่อกระแสรอบด้านบีบรัฐบาลเข้ามาในจังหวะที่ฝ่ายนปช. “ยกระดับป่วน” เพื่อเร่งปิดเกมจนทำให้บ้านเมืองย่อยยับ ภาพลักษณ์ประเทศไทยย่ำแย่ในสายตาชาวโลก ..เป็นโอกาสของรัฐบาลที่กลับมาเป็นฝ่ายได้เปรียบ จึงตัดสินใจ “ยกระดับปราบ” ก่อนที่จะพังเพราะพลังเงียบที่พร้อมจะออกมาเคลียร์ปัญหาเอง
โดยเมื่อปลายสัปดาห์ต่อเนื่องถึงวันหยุดเสาร์อาทิตย์กลางเดือนพฤษภาคม 2553 ที่ผ่านมารัฐบาลก็เริ่มใช้ยุทธการบีบวงล้อมโดยกำลังเจ้าหน้าที่ทหารหลายกองร้อยเพื่อหวังยุติการชุมนุมที่ราชประสงค์
หนทางต่อไปของรัฐบาล
เมื่อเวลา 18.25 น. วันที่ 16 พฤษภาคม นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีวาระพิเศษได้ประชุม โดยมีมติ 3 ข้อ คือ
1.อนุมัติการประกาศใช้พระราชกำหนดบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน(พรก. ฉุกเฉิน) ใน 5 จังหวัดเพิ่มเติม ได้แก่ อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด มหาสารคาม หนองบัวลำพู สกลนคร เพื่อควบคุมสถานการณ์ดังกล่าว โดยเจ้าหน้าที่ได้วางมาตรการในการดูแลความเรียบร้อยทั้ง 5 จังหวัดแล้ว
2. อนุมัติให้วันที่ 17-18 พ.ค.เป็นวันหยุดราชการ ในท้องที่กทม.เพราะมีความจำเป็นที่จะต้องมีการรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ กทม.ให้เป็นไปด้วยดี การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทางด้านความมั่นคงขณะนี้กำลังดำเนินอย่างต่อเนื่องและมีผลคืบหน้าตามลำดับ แต่ก็มีความจำเป็นให้เจ้าหน้าที่ราชการได้ทำงานโดยสะดวก
3.การปฏิบัติการการดูแลพื้นที่และการกำชับกำลังไปพื้นที่ราชประสงค์ เนื่องจากมีสถานการณ์การชุมนุมที่ขัดกับกฎหมายและส่งผลกระทบต่อความสงบสุขของบ้านเมือง การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ไม่ได้เป็นการคุกคามหรือใช้อาวุธต่อประชาชนอย่างที่มีการกล่าวอ้างกัน
ดังนั้น จึงไม่มีเหตุผลใดๆ ที่จะเรียกร้องให้รัฐบาลหรือเจ้าหน้าที่หยุดการกระทำการดังกล่าว หรือหยุดการปฏิบัติหน้าที่
"รัฐบาลขอเรียกร้องให้กลุ่มที่กำลังปฏิบัติการโดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้อาวุธโดยมีการจัดกำลัง ข่มขู่ คุกคาม ปะทะเจ้าหน้าที่ ในการปฏิบัติงาน รัฐบาลขอเรียกร้องให้แกนนำ แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)มอบตัว และเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยเร็ว และเรียกร้องให้ยุติการชุมนุม และให้ยุติการเผชิญหน้า และการกระทำใดๆที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงปลอดภัย โดยเฉพาะกลุ่มที่ติดอาวุธ มีพฤติกรรมที่ข่มขู่ ทำร้ายเจ้าหน้าที่ ยุติการกระทำดังกล่าว หยุดยิงและมอบตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม"
“ส่วนแผนปรองดองยังอยู่และรัฐบาลขอยืนยันว่าจะเดินหน้าที่ทำงานผลักดันให้แผนปรองดองที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเสนอไม่มีผลกระทบจากเหตุการณ์เหล่านี้ เมื่อบ้านเมืองสงบแล้ว นายกฯก็จะพิจารณาการเลือกตั้งต่อไป”
ส่วนประเด็นที่แกนนำนปช.เรียกร้องให้สหประชาชาติเข้ามาแทรกแซงการชุมนุมหรือเข้ามาดำเนินกิจการใดๆในประเทศไทยนั้น รัฐบาลตอบปฏิเสธ เพราะประเทศไทยทุกยุคทุกสมัยไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใด ไม่เคยมีนโยบายให้องค์กรใดเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในของประเทศ รัฐบาลไทยมีอธิปไตย เป็นราชอาณาจักรไทยซึ่งสามารถดูแลปัญหาแก้ไขของปัญหาคนไทยด้วยกันได้
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยินดีรับฟังและมีความรู้สึกเป็นกังวลเช่นเดียวกับประชาชน และองค์กรนานาชาติ
“เรารับฟัง ชี้แจง ร่วมมือกับองค์กรเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง และรัฐบาลไทยเป็นสมาชิกที่ดีของสหประชาชาติ หรืออดีตก็ไม่เคยให้มีการแทรกแซงแต่ขณะเดียวกันก็มีความร่วมมือกับองค์กรเหล่านั้น และพร้อมๆกับเรียกร้องให้องค์กรเหล่านั้นประณามการใช้ความรุนแรงโดยเฉพาะกับกลุ่มคนที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงความปลอดภัยของคนไทย การสนับสนุนให้รัฐบาลไทยเดินหน้าบังคับใช้กฎหมาย จะเป็นแนวทางที่ดีที่สุดในการนำความสงบสุขกลับมาสู่บ้านเมืองไทย เรื่องนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลไทยมีจุดยืนที่ชัดเจนในเรื่องนี้”
ต้องยอมรับ ณ วันนี้ คนไทยทั้งประเทศกำลังตกอยู่ในสภาพจิตใจย่ำแย่กับสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ ที่ไม่สามารถดำเนินชีวิตตามปกติได้ แต่ภายใต้การปกครองแบบนิติรัฐที่คนในสังคมทุกคนต้องเคารพกฏหมาย และปฏิบัติตนอยู่ในกรอบประชาธิปไตย ไม่เช่นนั้นแล้ว บ้านเมืองก็จะวุ่นวาย ไร้ระเบียบ ตกอยู่ในสภาพกลียุค ดังนั้นทางเดียวที่เป็นทางรอดของประเทศชาติ ก็คือเรียกร้องให้ทุกฝ่ายมาร่วมกระบวนการปรองดองและเรียกร้องให้นานาชาติสนับสนุนกระบวนการนี้ ซึ่งเป็นกระบวนการที่จะนำไปสู่สันติได้ท้ายที่สุด
โดย ชุติมา สุขวาสนะ
|